ในกลุ่มอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ทั่วโลก ต่างให้การยอมรับบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ว่ามีเตาเผาปูนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 สำหรับเตาเผาที่ 5 และในปี พ.ศ. 2539 สำหรับเตาเผาที่ 6 ตามลำดับ โดยมีกำลังการผลิตปูนเม็ดเฉลี่ยสูงถึง 10,500 ตันต่อวันต่อเตา ทั้งนี้หลังจากที่ได้ทำการติดตั้ง และดำเนินการผลิตเรื่อยมา จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ เตาเผาทั้งสองได้พิสูจน์ให้เห็นถึง ความมีประสิทธิภาพในการทำงาน ที่สูงกว่าระดับมาตรฐานของเตาเผาทั่ว ๆ ไป

    โรงงานปูนซีเมนต์นครหลวง ถือได้ว่าเป็นโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยการใช้เทคโนโลยีในการนำพลังงานความร้อนกลับมาใช้ใหม่ ณ เตาเผาปูนที่ 4 เพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับโรงงาน โดยมีเป้าหมายการดำเนินการที่ 11 เมกะวัตต์ วัตถุประสงค์หลักของการนำเทคโนโลยีดังกล่าวเข้ามาใช้ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนหลักที่สำคัญ ดังนี้
 
ลดต้นทุนการผลิตในการใช้กระแสไฟฟ้า
ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทางอ้อม ซึ่งเกิดจากการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยใช้เชื้อเพลิงธรรมชาติทั่วไป จำพวกถ่านหิน และแร่ลิกไนต์ให้น้อยลง
 
การนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้นี้ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมที่ทันสมัย โดยเป็นไปตามหลักการในการจัดทำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม หรือ ISO 14001 ของบริษัทฯ ภายใต้หลักการในการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน (Sustainable Development)
 
    เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพกำลังผลิต และลดการใช้พลังงาน ทีมวิศวกรของบริษัทฯ ได้ริเริ่มโครงการในการศึกษาและปรับปรุง ระบบการทำงานของเครื่องคัดแยกฝุ่น โดยการเปลี่ยน Static Separator เป็นแบบ Dynamic Separator แทน ผลจากการปรับปรุงเครื่องจักรดังกล่าวทำให้ กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 15% และการใช้พลังงานไฟฟ้าลดลง 2-4 ยูนิตต่อตันซีเมนต์ (Kwh/t)

 
    ทางบริษัทฯ ได้นำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในกระบวนการผลิตปูนโดยการติดตั้งระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยควบคุมการทำงานของเตาเผาทุกขั้นตอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตั้งแต่สายการผลิตที่ 1 จนถึงสายการผลิตที่ 6 ด้วยระบบนี้ทำให้ผลผลิตและคุณภาพเป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานของหน่วยงานราชการที่กำหนด
 
    ทางด้านการพัฒนาบุคลากร บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดโอกาสให้พนักงานทุกระดับได้พัฒนาความรู้ความสามารถ ของตนเอง โดยนำหลักการบริหารและจัดการความรู้ (Knowledge Management) และการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) มาใช้ พนักงานจะได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง มี กระบวนการถ่ายทอดความรู้ซึ่งกันและกัน มีศูนย์บริการข้อมูลทางด้าน เทคนิคซึ่งได้นำระบบ IT มาใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งาน และส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ทุกที่ ทุกเวลา